Inception - จิตเป็นใหญ่

posted on 28 Jan 2011 01:26 by luckymeow in Review
คำเตือน สปอยล์ - บทความนี้เฉลยตอนจบของภาพยนตร์...
ย้ำ... เฉลยตอนจบนะคร้าบบบบ   เราเตือนคุณแล้ว ฮ่าๆๆ
 
ผมเขียนบล็อกนี้ที่ความสูง 38500 ฟุต ตามประกาศของกัปตันของเที่ยวบิน UA882 ที่กำลังมุ่งหน้าสู่สนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น
... ที่เขียนข้างบนนั่นไม่ใช่จะอวดอะไรหรอกนะครับ เพียงแค่เห็นคอลัมน์นิสต์ชื่อดังบางท่านชอบเกริ่นนำแบบนี้ เลยอยากลองเลียนแบบดูบ้าง ลองดูแล้ว ผมว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ ^^"
 
เข้าเรื่องเลยดีกว่า...
คุณเคยตื่นขึ้นมาแล้วจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงบ้างไหม
คุณเคยไหมที่ตื่นขึ้นมา  เพื่อจะพบว่าตัวเองยังหลับ และกำลังฝันอยู่ในความฝันของตัวเองอีกที
ผมเคยครับ ... และเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ ซะด้วย
ดังนั้น ตอนแรกที่หนังเข้าโรง ผมจึงไม่ได้สนใจสักเท่าไร  ด้วยว่าตัวผมเองเคยชินกับการฝันซ้อนฝันซะแล้ว
และหนังประเภทที่เกี่ยวกับโลกซ้อนโลก ใครสักคน แอบเข้าไปดูความฝันของคนอื่น ก็มีให้เห็นมาหลายเรื่องแล้ว
พอหนังออกแผ่นถึงได้ไปหามาดู ... บอกตามตรงว่าเสียดาย

เสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรง

 
ได้ดูหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนมาตั้งแต่ Memento เห็นได้ชัดเลยว่าโนแลน มักจะสร้างตัวละครที่มีปมในใจ ซึ่งผู้ชมบางคนก็อาจจะมีปมคล้ายๆ กันกับตัวละครนี้ การได้ดูหนังของโนแลนจึงเหมือนได้ทำให้เราได้สำรวจจิตใจของตัวเองไปด้วย ซึ่งใน Inception นี้ โนแลนได้ใช้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่องได้ดีมีทั้งการเล่าเรื่องย้อนหลัง ทั้งเล่าแบบคู่ขนาน ซึ่งพอดูๆ ไปก็จะเริ่มเกิดคำถามในใจผู้ชม อย่างเช่น เรื่องตรรกะ และกฎของการแชร์ฝัน การปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่หนังก็ไม่ได้ปล่อยให้คนดูงงไปตลอด เพราะระหว่างที่ตัวละครทุกตัวกำลังพยายามทำภาระกิจให้ลุล่วง ก็จะมีบทสนทนา หรือมีเหตุการณ์บางอย่างที่มาเฉลยปมออกไปทีละปมจนหมด
 
... แล้วก็มาทิ้งปมใหญ่เอาไว้ตอนจบเรื่อง   ว่าตกลงแล้ว ลูกข่างมันจะหยุดหมุนหรือเปล่าหว่า???
 
ถึงผมจะเขียนไว้ว่าหนังได้เฉลยปมคำถามออกมาหมดอยู่ในตัวเองแล้ว แต่เท่าที่ได้คุย และอ่านจากบล็อกของท่านอื่นๆ ก็พบว่าไม่มีใครเลยที่ดูหนังเรื่องนี้รอบเดียว แล้วเข้าใจทุกอย่าง (ยกเว้นพวกที่อ่านรีวิวแล้วก่อนจะไปดูหนัง) ส่วนตัวผมเอง กว่าจะเขียนจบก็ดูไปแล้ว 4 รอบ เรียกว่าใช้แผ่น DVD ได้คุ้มค่าจริงๆ
 
หลักสำคัญที่หนังนำมาใช้นั้นตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์ ว่า "จิตเป็นใหญ่ กายเป็นรอง"
เพราะว่าเรารับรู้การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเราผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และแต่จิตเป็นผู้ปรุงแต่งออกมาเป็นการรับรู้ทั้งมวล จึงมีตัวอย่างให้เห็นได้บ่อยๆ ว่าเหตุการณ์อย่างเดียวกัน แต่คนสองคนอาจจะรับรู้ไม่เหมือนกัน
 
จิตสามารถสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งถ้าจิตมีความหลงเชื่อที่ผิดแล้ว ย่อมจะเกิดความวิบัติต่อร่างกายผู้เป็นเจ้าของจิตนั้นอย่างแน่นอน
 

อย่างเช่นค็อบบ์ พระเอกของเรื่องนี้ ต้องติดอยู่ในความฝันชั้นลิมโบร่วมกับมอลผู้เป็นภรรยา เวลายิ่งผ่านไปมอลก็ยิ่งคิดว่าฝันชั้นลิมโบนี้แหละคือความเป็นจริง และไม่มีทางที่ค็อบบ์จะเกลี้ยกล่อมได้ สุดท้ายค็อบบ์จึงเลือกที่จะทำ Inception ปลูกฝังความคิดเล็กๆ ลงไป แล้วปล่อยมอลเป็นผู้ขยายความคิดนั้น เสมือนว่าเป็นเรื่องที่มอลคิดขึ้นมาเองโดยที่ค็อบบ์ไม่ได้ไปบังคับอะไร และสุดท้ายทั้งคู่จึงได้กลับสู่โลกความเป็นจริง
 
แต่ค็อบบ์คาดไม่ถึงว่า การปลูกฝังความคิดครั้งนั้นจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นปมสำคัญที่อยู่ยาวตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องจนกระทั่งตอนจบ
 
แนวคิดของหนังเรื่องนี้จึงตอกย้ำว่า ไม่ว่าเหตการณ์ภายนอกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันสักเท่าไร แต่ความสุขและความทุกข์ของคนนั้นขึ้นอยู่กับภายในจิตใจของเรานี่เอง
 
และเมื่อจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว เราจึงควรดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง และให้ความใส่ใจกับความรู้สึกของคนใกล้ตัว ก่อนที่ปมในใจจะใหญ่มากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้
 
ป.ล. 1  entry นี้ ผมเขียนแล้วก็ลบ แล้วเขียนใหม่หลายรอบมากๆ  ไม่รู้เป็นไงพอพูดเรื่องการปลูกฝังความคิด แล้วมันคอยจะเขียนพาดพิงเรื่องการเมืองอยู่เรื่อย

ป.ล. 2  กว่าจะเขียน entry นี้จบ ผมต้องเอาหนังมานั่งดูใหม่ถึง 4 รอบ  ซึ่งทำให้คิดได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมมีข้อเสียและข้อดี
อย่างเช่นการดูหนังจาก DVD ถึงแม้มันจะสนุกสู้ดูให้โรงไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีคือเราดูซ้ำได้เรื่อยๆ นี่เอง

edit @ 28 Jan 2011 01:41:22 by luckymeow

Comment

Comment:

Tweet