ขณะที่ผมกำลังกดปุ่มบนจอมอนิเตอร์ เพื่อดูว่าตอนนี้เครื่องกำลังบินอยู่ที่ระดับความสูงเท่าไร ก็เกิดมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย เริ่มด้วยเสียงประกาศของกัปตันว่า "โปรดทราบ เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่" ตามด้วยขบวนแอร์โฮสเตส ที่เดินชักแถวมาพร้อมกับสอดส่องว่าใครหนอ ที่อาจหาญมาสูบบุหรี่บนนี้ได้ แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบ ผมก็กดปุ่มเพื่อดูข้อมูลของผมต่อไป
ผ่านไปสักพัก ก็มีแอร์ฝรั่งคนนึง (พอดีที่นั่งผมอยู่ใกล้ๆ ไมค์โครโฟน) มาประกาศเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ง่ายๆ แบบเดียวกับกัปตันเครื่องบินเปี๊ยบ แล้วแอร์ญี่ปุ่นก็มาประกาศเป็นคนที่สองซึ่งบรรยากาศต่างจากแอร์คนแรกลิบลับ ซึ่งผมนั้นก็ใช่ว่าจะฟังออก แต่เธอพูดยาวมาก และใบหน้าไม่เคยขาดรอยยิ้ม ผมจินตนาการคำแปลเอาเองจากน้ำเสียงที่ได้ฟัง ได้ใจความดังนี้
"ท่านผู้โดยสารผู้มีอุปการะคุณเจ้าคะ
ขอเรียนให้ท่านทราบนะคะว่าเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่
การสูบบุหรี่นั้นนอกจะผิดระเบียบแล้วยังอันตรายต่อสุขภาพของท่านด้วยนะ
หากท่านได้ยินเสียงของฉันแล้วกรุณาดับบุหรี่ของท่านด้วยค่ะ
ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างมากที่ท่านกรุณาให้ความร่วมมือนะเจ้าคะ"
และคนสุดท้ายเป็นแอร์ชาวไทย ไว้ผมทรงบ๊อบ ทาปากสีเข้มๆ หยิบไมค์ขึ้นมาด้วยหน้าตาเรียบเฉย
"เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรีนะคะ หากท่านไม่หยุดสูบ ท่านจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย"
ถ้าหากเป้าหมายของการพูดครั้งนี้ คือทำให้คนที่กำลังสูบบุหรี่ เกิดอาการกลัวจนหัวหด แล้วรีบดับบุหรี่อย่างเร็วไว "ผมว่าแอร์ไทย แจ๋วสุด" กระชับ ตรงจุด และน่ากลัวมากกกกกก (ฮา)
และแล้วเมื่อมาถึงสนามบิน จุดแรกที่ต้องผ่านก็คือตรวจ visa และ passport เจ้าหน้าที่เป็นชายหนุ่มที่พูดรัวภาษาญี่ปุ่นใส่ผมมาชุดใหญ่
เอาเว้ย ภาษาญี่ปุ่นที่อุตส่าห์ไปเรียนมา (ตั้ง 1 คอร์ส 2 หน่วยกิตแน่ะ ^^") ได้ใช้งานจริงแล้วววว
"Ahhh Sorry Nihongo wakaranai" (อา ซอร์รี่ ผมไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นครับ)
นึกว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษกลับมา หรืออย่างน้อยก็พูดภาษาญี่ปุ่นช้าลงบ้าง แต่เปล่าเลย
... ผมยังโดนยิงด้วยปืนกลภาษาญี่ปุ่นชุดใหญ๋เหมือนเดิม บังเอิญฟังออกอยู่หนึ่งคำว่า tomodachi (เพื่อน)
ผมรีบพยักหน้าแล้วตอบไป "Hai Hai! Tomodachi"
เจ้าหน้าที่ก็ยืนใบ Immigration กลับมาแล้วพูดว่า "Namae wa" (ชื่อครับ)
ผมก็เขียนชื่อเพื่อนลงไป แล้วเขาก็ให้เดินผ่านไปได้
จุดที่สองคือด่านตรวจสัมภาระ ก็ได้ตื่นเต้นกันอีก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เจ้าหน้าที่จึงขอเปิดกระเป๋าของผมดู แล้ว ก็ทำภาษามือว่าขออนุญาตยกกองเสื้อผ้าไว้ตรงนี้นะครับ
ผมก็ตอบว่า "ไฮ้" แล้วเจ้าหน้าที่ก็คำนับผมหนึ่งที ก่อนจะบรรจงยกเสื้อผ้าออกมาวางไว้ข้างนอกอย่างดี
แล้วก็ค่อยๆ หยิบกระปุกต่างๆ ขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิด กระปุกที่ซีลพลาสติกอย่างดี ก็เอานิ้วลูบตามตะเข็บรอยต่อ ว่าสนิทดีมั๊ย กระปุกแป้งก็เอาไปแนบหูแล้วก็เขย่าๆ ซองบะหมี่ และโจ๊กก็จับพลิกไปพลิกมา นี่ถ้ามีน้ำร้อน ผมอาจจะต้มมากินโชว์ให้ดูเลย ว่านี่ของกินนะ ปลอดภัย "ทาเบะ มาโช โอเนไงชิมัส"
เมื่อหยิบของออกจนถึงชิ้นสุดท้ายเขาก็ได้งง เมื่อมาเจอกับกะเปาะที่ทำเอาไว้สำหรับเก็บคันชักที่ดึงออกมาเป็นที่ลากกระเป๋า (ซึ่งจะไม่มีใน กระเป๋ารุ่นใหญ่ๆ) ผมก็เลยลองดึงที่ลากกระเป๋าออกมาให้ดู เจ้าหน้าที่ก็ทำเสียงว่า "อา โซเดส" แล้วก็เอามือลูบๆ คลำๆ เคาะๆ อยู่พักใหญ่ แล้วก็เรียกเจ้าหน้าที่อีกคน ให้มายกกระเป๋าไปสแกน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็คำนับผมทีนึง ก่อนจะยกกระเป๋าไป และตอนที่เอากลับมาคืนก็คำนับอีกที
ตอนที่เก็บของเข้ากระเป๋านี่สิ เจ้าหน้าที่ชักมึน เพราะว่าผมเก็บกระเป๋าแบบว่าใช้ประโยชน์ทุกพื้นที่จริงๆ เมื่อดูแล้วท่าทางจะเก็บไม่หมดแน่ๆ ผมจึงช่วยจัดของบางชิ้นให้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็คำนับผมอีกก่อนจะชี้ทางให้ ผมเดินผ่านไปได้ (เฮ้อ... คิดว่าจะถูกส่งกลับประเทศซะแล้วตู)
และเมื่อเหลียวดูรอบตัว ถึงได้รู้ว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ นั้น ได้ผ่านออกจากจุดตรวจไปกันหมดแล้ว และผมก็เสมือนเป็นแขก VIP ที่เหมาสนามบินนี้ไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

edit @ 22 Feb 2011 23:26:32 by luckymeow

Comment

Comment:

Tweet