Blogging

หนังผี ทำไมถึง...

posted on 02 Oct 2011 13:18 by luckymeow in Blogging
ระยะหลังๆ นี่ หาหนังผีโดนใจไม่ค่อยจะได้ สงสัยจะเป็นเพราะดูหนังมากเกินไปจนต่อมความกลัวตายด้านไปซะแล้วหรือเปล่า
หนังผีล่าสุดที่ดูก็เป็นเรื่อง Insidious วิญญาณตามติด ...เออ... ก็ขนลุกดีนะ มีสะดุ้งเป็นบางจังหวะ
แต่ทีนี้เนื่องจากมีใครไม่รู้มารีวิวไว้ว่านี่เป็นหนังผีที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้ผมเกิดความคาดหวัง ว่าหนังมันจะต้องสุโค่ยยยยยย ... คิมูจิ ... อิคึ อิคึ ... เฮ้ย ไม่ใช่แล้วมั้ง
พอดูจนจบก็คิดว่าหนังดีนะ แต่ไม่ได้ดีขนาดที่หวัง ก็เลยเซ็งซะอย่างนั้น
ทีนี้ก็เลยมานั่งคิดดูว่าหลายๆ ฉากที่ดูน่าจะสนุก แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเฉยๆ
คำตอบที่ได้ก็คือ มันมีฉากแบบนี้ในหนังเรื่องอื่นๆ แล้วนะสิ
และพฤติกรรมเหล่านี้ของตัวละคร ก็ก่อให้เกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าทำไมถึง...
ทำไมถึงไม่ตรวจสอบบ้านให้ครบทุกห้องก่อนซื้อบ้าน
ห้องใต้หลังคาเอย ห้องใต้ดินเอย และห้องที่ประตูไม่มีกุญแจไข
ถามจริงเถอะ จะมีคนประเภทไหนบ้างที่ชอบซื้อบ้านทั้งที่ยังเดินไม่ทั่วทั้งบ้าน?? ถ้าไม่ใช่ตัวเอกหนังผี
เป็นไงล่ะ พอย้ายเข้ามาอยู่ก็พบว่ามีเพื่อนร่วมบ้านที่ไม่ได้รับเชิญ แถมหน้ามึนไล่ยังไงก็ไม่ยอมไปกันง่ายๆ ซะด้วยสิ
ทำไมถึงไม่เปิดไฟ
อย่ามาบอกว่าช่วยชาติประหยัดไฟ เวลาปกติผมเห็นคุณเปิดไฟสว่างโร่ทั้งบ้าน
พอผีจะออก ดันกระแดะมาใช้ไฟฉายส่องซะงั้น
ทำไมถึงต้องอ่านออกเสียง
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ที่มนุษย์คนหนึ่งพบกับหนังสือเก่าๆ สักเล่ม แล้วก็เอามานั่งอ่านว่ามันเป็นหนังสืออะไร
แต่มันบังเอิญที่หนังสือเล่มนั้น เป็นหนังสือปกหนัง และเขียนรูปน่ากลัว สัญลักษณ์ประหลาดๆ หรือเขียนคาถาปล่อยผีเอาไว้
และก็บังเอิญเป็นอย่างยิ่งมนุษย์คนนั้น ดันเป็นคนชอบอ่านออกเสียง ...จบอนุบาลจากไหนมาน้อ ถึงไม่รู้จักอ่านในใจ
และมันเป็นเรื่องโครตจะบังเอิญอย่างเหลือเชื่อที่หนังสือประเภทนั้น กับคนประเภทนี้ ได้โคจรมาพบกัน
เวลาใครสักคนพบสิ่งผิดปกติ ทำไมถึงไม่บอกคนอื่น
ปกติเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน พบเห็นอะไรไม่ปกติก็ควรจะบอกกันไม่ใช่หรือ
แต่ตัวเอกหนังผี มักจะมีพฤติกรรมไม่ไว้ใจกัน มีอะไรก็ชอบเก็บไว้คนเดียว
ผมว่ามีอะไรบอกๆ ไปเถอะครับ เพราะคนดูเค้ารู้กันหมดแล้ว
ต่อจากข้อข้างบน พอตัดสินใจเล่าให้ฟัง ทำไมถึงไม่เชื่อกันบ้าง
นั่นสิ... ลองเชื่อ และตรวจสอบดูว่าจริงหรือเปล่า ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน
เออ... คิดๆ ดูแล้ว นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไอ้คนในข้อข้างบน ไม่อยากจะบอกความจริงนี่เอง
ทำไมไม่ชอบอยู่รวมกัน
เคยได้ยินมั๊ย รวมกันเราอยู่ คนเดียวหัวหาย
แล้วทำไมชอบให้แยกกันค้นหา หรือไม่ก็เกิดอยากจะโชว์พาวฉายเดี่ยวขึ้นมาซะเฉยๆ
ทำไมรถมักสตาร์ทไม่ติด
เอ่อ... เครื่องมันก็ทำงานปกติดีนะ ... ยกเว้นเวลากำลังหนีผี
ทำไมตัวเอกตายยากเสมอ
ก็ถ้าตัวเอกตายหนังก็จบสิวะ ถามได้...
อันนั้นผมก็เข้าใจนะ แต่ช่วยทำเหตุผลให้มันเนียนๆ หน่อย ประเภทที่รอดมาได้เพราะวิญญาณเกิดจะปากมาก มัวเล่าเรื่องความแค้นสมัยยังมีชีวิตอยู่ให้ตัวเอกฟังเนี่ย เซ็งจิตจริงๆ
ทำไมดำเนินเรื่องมาดีๆ ยาวๆ แต่บทจะจบ ก็จบกันง่ายๆ ห้วนๆ สั้นๆ
นั่นสิ... งั้นจบ entry นี้ ไว้ตรงนี้ก่อนละกันครับ

บ่นๆ ฟุ้งซ่านกับชีวิต

posted on 20 Apr 2011 06:57 by luckymeow in Blogging
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและซึนามิที่ญี่ปุ่นทำให้ผมหยุดเขียนบล็อกไปพักใหญ่
ระหว่างนี้ก็ได้ยินข่าวถึงการจากไปของคนหลายๆ คน
บางคนก็รู้ตัวและเตรียมใจกันมานาน แต่บางคนก็ช่างกระทันหันเหลือเกิน
ทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า
ชีวิตนี้ต้องการอะไรกันแน่
...
เป็นคำถามสั้นๆ คำเดียว ที่ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกเป็นร้อย
อยากมีชื่อเสียงหรือ
อยากเป็นเศรษฐีหรือ
อยากมีอำนาจ มีคนนับหน้าถือหน้างั้นหรือ
หรือแค่อยากจะมีความสุขกับการใช้ชีวิต
แล้วจะมีความสุขตอนนี้ แล้วอนาคตค่อยว่ากัน
หรือจะอดเปรี้ยวไว้กินหวานดี
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า จะเป็นอย่างไร
อายุขัยของตัวเองจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน
ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน จนต้องเขกกระบาลตัวเองเพื่อเรียกสติคืนมา
แน่นอนล่ะ คงไม่มีใครที่อยากเป็นทุกข์
แต่บางทีเรากลับพบว่า ความสุขที่อยากได้นั้นมันช่างอยู่ไกลเหลือเกิน
แล้วก็มารู้ตัวทีหลังว่าความสุขก็อยู่ใกล้ตัวเราเอง เพียงแต่เรามองข้ามมันไปเพราะมัวแต่มองอะไรไกลๆ
บางคนก็ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต เพื่อไปรอรับความสุขตอนเกษียณงานอายุ 60 ปี
แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เมื่ออายุ 60 ปี กลับมานั่งเสียดายเวลาที่ไม่ได้ทำเรื่องบางอย่างตอนที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่
จุดสำคัญจริงๆ คือค้นหาคำตอบแก่ตัวเองให้ได้ก่อนว่า "ชีวิตนี้เราต้องการอะไร"
แล้วจงรีบทำในสิ่งที่ต้องการ
อย่างน้อยก็เพื่อให้มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
เราจะเงยหน้าประกาศต่อจักรวาลว่า "ชีวิตนี้เราได้ใช้อย่างคุ้มค่าแล้ว"
อาหารมื้อแรกที่ผมได้กินที่ญี่ปุ่นคืออุด้งเทมปุระ เสิรฟพร้อมกับผักชุปแป้งทอด และซุปมิโสะ
ใฝ่ฝันมานานแล้ว ว่าอยากจะมากินอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ดินแดนต้นกำเนิดสักที จะได้ทราบซึ้งว่ารสชาติแบบออริจินอล มันเป็นยังไง
พอได้หัวข้อของ entry มาแล้ว ผมก็เริ่มต้นค้นหาข้อมูล โดยได้สอบถามกับท่านเทพเจ้าแห่งการ research นามว่า Google และ Wikipedia และทำตอบที่ได้ทำให้ผมต้องสลดไปพักใหญ่ เพราะว่าราเมง และอุด้งนั้นไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นโดยแท้ ...แต่เป็นอาหารจีน
เอาเถอะ... ถึงจะเป็นอาหารที่รับมาจากประเทศจีน แต่ก็อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมานาน และได้รับการปรับปรุงสูตรรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นแล้ว จึงพอกล้อมแกล้มได้ว่าอาหารเส้นเหล่านี้ก็เป็นอาหารพื้นเมืองของญี่ปุ่นนะเอ้อ...
อันคำว่า ラーメン นั้นจะอ่านว่า ราเมน หรือ ราเมง ก็ไม่ผิดเนื่องจาก ตัว ン นั้น ออกได้ทั้งเสียง น และ ง (ซึ่งถ้าคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วอ่านจากคำอ่านภาษาอังกฤษว่า Ramen ก็คงไม่เข้าใจว่ามันจะไปออกเสียง "เมง" ไปได้จะใด)ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า la mian(拉麺) ในภาษาจีน แปลว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือดึง
ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการทำอาหารเส้นได้ข้ามฝั่งจากจีนมาสู่ญี่ปุ่นเมื่อไร แต่เชื่อว่าเริ่มรับประทานกันในย่านคนจีน คือเมืองโกเบ และโยโกฮาม่า (ปัจจุบันมีการตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมงที่โยโกฮาม่าตั้งแต่ปี 1994) และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศญี่ปุ่นในช่วงศตวรรธที่ 19
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นประสบภาวะอาหารขาดแคลนอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าแป้งราคาถูกจำนวนมากจากประเทศอเมริกา จึงส่งผลให้คนญี่ปุ่นหันมากินราเมง แทนข้าวซึ่งมีราคาแพงและหาซื้อได้ยาก (เคยอ่านตามนิยายอิงประวัติศาสตร์ ว่าข้าวสารนั้น ต้องลักลอบขายกันในตลาดมืด เพราะเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมจากรัฐบาลทหารในสมัยนั้น) จนกระทั่งปี 1958 นายโมโมฟูกุ อันโด ผู้ก่อตั้งบริษัทนิสชิน ได้คิดค้นการผลิตราเมงกึ่งสำเร็จรูปที่สามารถเก็บไว้ได้นาน และรับประทานได้ง่ายเพียงใส่น้ำร้อนเข้าไป จึงเป็นจุดพลิกประวัติศาสตร์ของราเมง ให้กลายเป็นอาหารที่ผู้คนนิยมไปทั่วโลก
ส่วน "อุด้ง" ลักษณะของน้ำซุปและเครื่องปรุง ก็ดูจะไม่ต่างจากราเมงมากนัก จะต่างกันก็แค่เส้นอุด้ง จะเป็นเส้นสี่เหลี่ยมหนาๆ ใหญ่ๆ ประมาณ 4-8mm ทำจากแป้งสาลีผสมเกลือ (เส้นราเมงทำจากแป้งผสมไข่) ในประเทศไทยยังมีร้านอุด้งไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นเป็นอาหารที่ป๊อปปูล่าร์มากทีเดียว อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ใช้ในพิธีกรรมอีกด้วย อย่างเช่น ประเพณีการกินอุด้งปีใหม่ ซึ่งเวลาทานจะพยายามไม่กัดเส้นอุด้งให้ขาด เชื่อกันว่าใครสูดเส้นอุด้งเข้าไปได้ยาวมากเท่าไร ก็จะยิ่งอายุยืนยาวเหมือนเส้นอุด้งนั่นเอง
ประวัติศาสตร์ของอุด้งนั้นฟังแล้วรู้สึกขลังอยู่ไม่น้อย ว่ากันว่าเริ่มตั้งแต่ศตวรรธที่ 9 โน่นเลย ได้มีพระสงฆ์ในศาสนาพุทธชาวญี่ปุ่นรูปหนึ่งนามว่า คูไค ได้ออกเดินทางไปประเทศจีนเพื่อศึกษาธรรม และจึงได้นำวิธีการทำเส้นอุด้งกลับมาบอกแก่เพื่อนผู้เป็นชาวนาในจังหวัดซานูกิ (ปัจจุบันซานูกิอุด้ง ถือเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของเกาะชิโกกุ)
อ้อ ขอเสริมนิดนึงว่า การกินอาหารตระกูลเส้นแบบญี่ปุ่นให้ถูกวิธีนั้น จะต้องกินให้มีเสียง "ซู้ดดดด" ด้วย เนื่องจากจะกินอาหารประเภทนี้ให้อร่อยเต็มสูตร จะต้องได้ทั้งเส้น ซุป และได้กลิ่นด้วย ดังนั้นการซู้ดดด เข้าไปจึงเป็นวิธีที่จะทำให้เราได้รับทั้ง 3 สิ่งนี้พร้อมๆ กัน
ว่าแล้วก็มา "ซู้ดดด" ราเมงกันดีกว่า แต่เหลียวมองโต๊ะข้างๆ ก่อนนะว่าเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นคนไทยด้วยกันคงอายเค้าแย่เลย

edit @ 27 Feb 2011 12:55:05 by luckymeow