อาหารมื้อแรกที่ผมได้กินที่ญี่ปุ่นคืออุด้งเทมปุระ เสิรฟพร้อมกับผักชุปแป้งทอด และซุปมิโสะ
ใฝ่ฝันมานานแล้ว ว่าอยากจะมากินอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ดินแดนต้นกำเนิดสักที จะได้ทราบซึ้งว่ารสชาติแบบออริจินอล มันเป็นยังไง
พอได้หัวข้อของ entry มาแล้ว ผมก็เริ่มต้นค้นหาข้อมูล โดยได้สอบถามกับท่านเทพเจ้าแห่งการ research นามว่า Google และ Wikipedia และทำตอบที่ได้ทำให้ผมต้องสลดไปพักใหญ่ เพราะว่าราเมง และอุด้งนั้นไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นโดยแท้ ...แต่เป็นอาหารจีน
เอาเถอะ... ถึงจะเป็นอาหารที่รับมาจากประเทศจีน แต่ก็อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมานาน และได้รับการปรับปรุงสูตรรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นแล้ว จึงพอกล้อมแกล้มได้ว่าอาหารเส้นเหล่านี้ก็เป็นอาหารพื้นเมืองของญี่ปุ่นนะเอ้อ...
อันคำว่า ラーメン นั้นจะอ่านว่า ราเมน หรือ ราเมง ก็ไม่ผิดเนื่องจาก ตัว ン นั้น ออกได้ทั้งเสียง น และ ง (ซึ่งถ้าคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วอ่านจากคำอ่านภาษาอังกฤษว่า Ramen ก็คงไม่เข้าใจว่ามันจะไปออกเสียง "เมง" ไปได้จะใด)ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า la mian(拉麺) ในภาษาจีน แปลว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือดึง
ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการทำอาหารเส้นได้ข้ามฝั่งจากจีนมาสู่ญี่ปุ่นเมื่อไร แต่เชื่อว่าเริ่มรับประทานกันในย่านคนจีน คือเมืองโกเบ และโยโกฮาม่า (ปัจจุบันมีการตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมงที่โยโกฮาม่าตั้งแต่ปี 1994) และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศญี่ปุ่นในช่วงศตวรรธที่ 19
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศญี่ปุ่นประสบภาวะอาหารขาดแคลนอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าแป้งราคาถูกจำนวนมากจากประเทศอเมริกา จึงส่งผลให้คนญี่ปุ่นหันมากินราเมง แทนข้าวซึ่งมีราคาแพงและหาซื้อได้ยาก (เคยอ่านตามนิยายอิงประวัติศาสตร์ ว่าข้าวสารนั้น ต้องลักลอบขายกันในตลาดมืด เพราะเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมจากรัฐบาลทหารในสมัยนั้น) จนกระทั่งปี 1958 นายโมโมฟูกุ อันโด ผู้ก่อตั้งบริษัทนิสชิน ได้คิดค้นการผลิตราเมงกึ่งสำเร็จรูปที่สามารถเก็บไว้ได้นาน และรับประทานได้ง่ายเพียงใส่น้ำร้อนเข้าไป จึงเป็นจุดพลิกประวัติศาสตร์ของราเมง ให้กลายเป็นอาหารที่ผู้คนนิยมไปทั่วโลก
ส่วน "อุด้ง" ลักษณะของน้ำซุปและเครื่องปรุง ก็ดูจะไม่ต่างจากราเมงมากนัก จะต่างกันก็แค่เส้นอุด้ง จะเป็นเส้นสี่เหลี่ยมหนาๆ ใหญ่ๆ ประมาณ 4-8mm ทำจากแป้งสาลีผสมเกลือ (เส้นราเมงทำจากแป้งผสมไข่) ในประเทศไทยยังมีร้านอุด้งไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นเป็นอาหารที่ป๊อปปูล่าร์มากทีเดียว อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ใช้ในพิธีกรรมอีกด้วย อย่างเช่น ประเพณีการกินอุด้งปีใหม่ ซึ่งเวลาทานจะพยายามไม่กัดเส้นอุด้งให้ขาด เชื่อกันว่าใครสูดเส้นอุด้งเข้าไปได้ยาวมากเท่าไร ก็จะยิ่งอายุยืนยาวเหมือนเส้นอุด้งนั่นเอง
ประวัติศาสตร์ของอุด้งนั้นฟังแล้วรู้สึกขลังอยู่ไม่น้อย ว่ากันว่าเริ่มตั้งแต่ศตวรรธที่ 9 โน่นเลย ได้มีพระสงฆ์ในศาสนาพุทธชาวญี่ปุ่นรูปหนึ่งนามว่า คูไค ได้ออกเดินทางไปประเทศจีนเพื่อศึกษาธรรม และจึงได้นำวิธีการทำเส้นอุด้งกลับมาบอกแก่เพื่อนผู้เป็นชาวนาในจังหวัดซานูกิ (ปัจจุบันซานูกิอุด้ง ถือเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของเกาะชิโกกุ)
อ้อ ขอเสริมนิดนึงว่า การกินอาหารตระกูลเส้นแบบญี่ปุ่นให้ถูกวิธีนั้น จะต้องกินให้มีเสียง "ซู้ดดดด" ด้วย เนื่องจากจะกินอาหารประเภทนี้ให้อร่อยเต็มสูตร จะต้องได้ทั้งเส้น ซุป และได้กลิ่นด้วย ดังนั้นการซู้ดดด เข้าไปจึงเป็นวิธีที่จะทำให้เราได้รับทั้ง 3 สิ่งนี้พร้อมๆ กัน
ว่าแล้วก็มา "ซู้ดดด" ราเมงกันดีกว่า แต่เหลียวมองโต๊ะข้างๆ ก่อนนะว่าเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นคนไทยด้วยกันคงอายเค้าแย่เลย

edit @ 27 Feb 2011 12:55:05 by luckymeow

ขณะที่ผมกำลังกดปุ่มบนจอมอนิเตอร์ เพื่อดูว่าตอนนี้เครื่องกำลังบินอยู่ที่ระดับความสูงเท่าไร ก็เกิดมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย เริ่มด้วยเสียงประกาศของกัปตันว่า "โปรดทราบ เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่" ตามด้วยขบวนแอร์โฮสเตส ที่เดินชักแถวมาพร้อมกับสอดส่องว่าใครหนอ ที่อาจหาญมาสูบบุหรี่บนนี้ได้ แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบ ผมก็กดปุ่มเพื่อดูข้อมูลของผมต่อไป
ผ่านไปสักพัก ก็มีแอร์ฝรั่งคนนึง (พอดีที่นั่งผมอยู่ใกล้ๆ ไมค์โครโฟน) มาประกาศเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ง่ายๆ แบบเดียวกับกัปตันเครื่องบินเปี๊ยบ แล้วแอร์ญี่ปุ่นก็มาประกาศเป็นคนที่สองซึ่งบรรยากาศต่างจากแอร์คนแรกลิบลับ ซึ่งผมนั้นก็ใช่ว่าจะฟังออก แต่เธอพูดยาวมาก และใบหน้าไม่เคยขาดรอยยิ้ม ผมจินตนาการคำแปลเอาเองจากน้ำเสียงที่ได้ฟัง ได้ใจความดังนี้
"ท่านผู้โดยสารผู้มีอุปการะคุณเจ้าคะ
ขอเรียนให้ท่านทราบนะคะว่าเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรี่
การสูบบุหรี่นั้นนอกจะผิดระเบียบแล้วยังอันตรายต่อสุขภาพของท่านด้วยนะ
หากท่านได้ยินเสียงของฉันแล้วกรุณาดับบุหรี่ของท่านด้วยค่ะ
ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างมากที่ท่านกรุณาให้ความร่วมมือนะเจ้าคะ"
และคนสุดท้ายเป็นแอร์ชาวไทย ไว้ผมทรงบ๊อบ ทาปากสีเข้มๆ หยิบไมค์ขึ้นมาด้วยหน้าตาเรียบเฉย
"เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินปลอดบุหรีนะคะ หากท่านไม่หยุดสูบ ท่านจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย"
ถ้าหากเป้าหมายของการพูดครั้งนี้ คือทำให้คนที่กำลังสูบบุหรี่ เกิดอาการกลัวจนหัวหด แล้วรีบดับบุหรี่อย่างเร็วไว "ผมว่าแอร์ไทย แจ๋วสุด" กระชับ ตรงจุด และน่ากลัวมากกกกกก (ฮา)
และแล้วเมื่อมาถึงสนามบิน จุดแรกที่ต้องผ่านก็คือตรวจ visa และ passport เจ้าหน้าที่เป็นชายหนุ่มที่พูดรัวภาษาญี่ปุ่นใส่ผมมาชุดใหญ่
เอาเว้ย ภาษาญี่ปุ่นที่อุตส่าห์ไปเรียนมา (ตั้ง 1 คอร์ส 2 หน่วยกิตแน่ะ ^^") ได้ใช้งานจริงแล้วววว
"Ahhh Sorry Nihongo wakaranai" (อา ซอร์รี่ ผมไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นครับ)
นึกว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษกลับมา หรืออย่างน้อยก็พูดภาษาญี่ปุ่นช้าลงบ้าง แต่เปล่าเลย
... ผมยังโดนยิงด้วยปืนกลภาษาญี่ปุ่นชุดใหญ๋เหมือนเดิม บังเอิญฟังออกอยู่หนึ่งคำว่า tomodachi (เพื่อน)
ผมรีบพยักหน้าแล้วตอบไป "Hai Hai! Tomodachi"
เจ้าหน้าที่ก็ยืนใบ Immigration กลับมาแล้วพูดว่า "Namae wa" (ชื่อครับ)
ผมก็เขียนชื่อเพื่อนลงไป แล้วเขาก็ให้เดินผ่านไปได้
จุดที่สองคือด่านตรวจสัมภาระ ก็ได้ตื่นเต้นกันอีก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เจ้าหน้าที่จึงขอเปิดกระเป๋าของผมดู แล้ว ก็ทำภาษามือว่าขออนุญาตยกกองเสื้อผ้าไว้ตรงนี้นะครับ
ผมก็ตอบว่า "ไฮ้" แล้วเจ้าหน้าที่ก็คำนับผมหนึ่งที ก่อนจะบรรจงยกเสื้อผ้าออกมาวางไว้ข้างนอกอย่างดี
แล้วก็ค่อยๆ หยิบกระปุกต่างๆ ขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิด กระปุกที่ซีลพลาสติกอย่างดี ก็เอานิ้วลูบตามตะเข็บรอยต่อ ว่าสนิทดีมั๊ย กระปุกแป้งก็เอาไปแนบหูแล้วก็เขย่าๆ ซองบะหมี่ และโจ๊กก็จับพลิกไปพลิกมา นี่ถ้ามีน้ำร้อน ผมอาจจะต้มมากินโชว์ให้ดูเลย ว่านี่ของกินนะ ปลอดภัย "ทาเบะ มาโช โอเนไงชิมัส"
เมื่อหยิบของออกจนถึงชิ้นสุดท้ายเขาก็ได้งง เมื่อมาเจอกับกะเปาะที่ทำเอาไว้สำหรับเก็บคันชักที่ดึงออกมาเป็นที่ลากกระเป๋า (ซึ่งจะไม่มีใน กระเป๋ารุ่นใหญ่ๆ) ผมก็เลยลองดึงที่ลากกระเป๋าออกมาให้ดู เจ้าหน้าที่ก็ทำเสียงว่า "อา โซเดส" แล้วก็เอามือลูบๆ คลำๆ เคาะๆ อยู่พักใหญ่ แล้วก็เรียกเจ้าหน้าที่อีกคน ให้มายกกระเป๋าไปสแกน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็คำนับผมทีนึง ก่อนจะยกกระเป๋าไป และตอนที่เอากลับมาคืนก็คำนับอีกที
ตอนที่เก็บของเข้ากระเป๋านี่สิ เจ้าหน้าที่ชักมึน เพราะว่าผมเก็บกระเป๋าแบบว่าใช้ประโยชน์ทุกพื้นที่จริงๆ เมื่อดูแล้วท่าทางจะเก็บไม่หมดแน่ๆ ผมจึงช่วยจัดของบางชิ้นให้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็คำนับผมอีกก่อนจะชี้ทางให้ ผมเดินผ่านไปได้ (เฮ้อ... คิดว่าจะถูกส่งกลับประเทศซะแล้วตู)
และเมื่อเหลียวดูรอบตัว ถึงได้รู้ว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ นั้น ได้ผ่านออกจากจุดตรวจไปกันหมดแล้ว และผมก็เสมือนเป็นแขก VIP ที่เหมาสนามบินนี้ไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

edit @ 22 Feb 2011 23:26:32 by luckymeow

ถ้าหากลองหันไปถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้เรียงลำดับชื่อประเทศที่อยากไปเที่ยวมาสัก 5 ประเทศ ผม เชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องมีประเทศญี่ปุ่นอยู่ในรายชื่อด้วยอย่างแน่นอน เนื่องด้วยว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอิทธพล ทางวัฒนธรรมต่อประเทศเราหลายอย่างเหลือเกิน โดยเฉพาะคนรุ่นผมที่เติบโตมากับกระแส J Fever ก่อนที่จะ โดนกระแส "อันยองฮาเซโย" เข้ามาแทนที่ในคนรุ่นหลัง

พูดถึงอะไรที่เป็นญี่ปุ่น มีใครบ้างไม่รู้จัก โตชิบา มาริโอ้ โซนี่ ทาเคชิ ฟูจิ โออิชิ เกี๊ยวซ่า ราเม็น ซูชิ กิมจิ (เอ๋... กิมจินี่มันของเกาหลีไม่ใช่เรอะ)

และที่แน่นอนสำหรับคุณหนุ่มๆ ผมเชื่อว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต คุณต้องอยากไปญี่ปุ่นเพื่อจะไปพิสูจน์ว่าสาวๆ ที่ โน่นจะอาโนเนะ เหมือนกับที่คุณเห็นในจอทีวีหรือเปล่า (จริงมะ)

อ้าว... เผลอตัวนอกเรื่องไปซะหลายย่อหน้าเลย กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า

สิ่งแรกที่ผมทำในการเตรียมแผนไปญี่ปุ่น คือการสืบราคาค่าตั๋วเครื่องบิน แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากจะไปขอ วีซ่า เพื่อที่จะมารู้ว่าวีซ่าผ่าน แต่ดันมีเงินไม่พอซื้อตั๋วเครื่องบิน ผมหมดเวลาไปกับการหาราคาตั๋วเครื่องบิน คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าสิบชั่วโมง เพราะว่าเว็บจำหน่ายตั๋วส่วนใหญ่ ที่ผมเข้าไปใช้ จะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับคนที่ยังไม่รู้วันที่เดินทางแน่นอน ทำให้ผมต้องลองค้นหาโดยเปลี่ยน วันเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อหาวันที่ค่าตั๋วถูกสุด เรียกว่ากดปุ่มค้นหาจนเว็บ error ไปซะหลายครั้งเลย

สุดท้ายเว็บที่ช่วยผมได้มากๆ เลย คือเว็บของสายการบินจากตะวันตกเจ้าหนึ่ง (ขออนุญาตไม่บอกชื่อสายการ บิน จนกว่าจะได้ค่าสปอนเซอร์สักนิดหน่อย ฮาาาา) ซึ่งทำระบบจองตั๋วได้ดีมาก คือสามารถระบุวันเดินทาง แบบ flexible ได้ด้วย แล้วระบบก็จะแสดงราคามาเป็นตาราง ให้เราเลือกคลิ๊กราคาที่ถูกใจได้เลย

หลังจาก 10 ชั่วโมงแห่งการค้นหา ผมก็ได้ช่วงวันเดินทางที่ค่าตั๋วถูกที่สุด มาแปะไว้ที่ประตูห้อง พร้อมกับคำว่า "ฉันจะบิน" เพื่อย้ำเป้าหมายให้กับตัวเองทุกเช้าที่ออกไปทำงาน

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่ามักจะหลงเป้าหมายที่ตั้งไว้บ่อย ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูก็ได้นะครับ ผมพบว่ามันได้ผลดีที เดียว

หลังจากทุ่มเททำงาน ทั้งงานประจำและรับจ๊อบในวันหยุด จนมีเงินพอแล้ว ผมก็กลับมาเข้าเว็บเพื่อเช็คราคา ตั๋วอีกครั้ง แล้วก็ต้องสลด เพราะว่าค่าตั๋วได้ขยับตัวสูงขึ้นจากเดิมไปอีก 7 พันกว่าบาท เฮ้ยยยย

ที่จริงก็พอจะรู้ว่าราคาตั๋วเครื่องบินมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เพียงแต่ไม่คาดว่าจะต่างกันเยอะ และเปลี่ยนเร็ว ขนาดนี้ ... สิ่งที่ทำได้คือ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป

และแล้วในที่สุด หลังจากการทำงานอย่างบ้าคลั่ง (งานอะไรของเอ็งฟระ) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสองเดือน โดยไม่มีวันหยุด ผมก็หากองทุนสำหรับการเดินทางครั้งนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมาย

ปรากฏว่าตอนที่ไปซื้อตั๋วกับตัวแทนจำหน่ายตั๋วย่านสีลม ผมได้ราคาถูกกว่าการจองกับสายการบินโดยตรงไปอีก 2000 บาท ซึ่งเป็นข่าวดีจริงๆ เพราะการเดินทางครั้งนี้ ผมมีงบจำกัดมากๆ ถึงขนาดต้องหอบโจ๊กและบะหมี่ สำเร็จรูปจากประเทศไทยไปกินที่โน่นกันเลย

แน่นอนว่าจะเป็นโจ๊ก และบะหมี่ยี่ห้ออะไรนั้น ผมจะไม่บอก จนกว่าจะได้ค่าสปอนเซอร์สักนิดนะ นะ นะ ...